Tel 043-512989
Fax 043-512988
ตู้ป.ณ.99 ร้อยเอ็ด 45000
โปรดให้โอกาสแก่เรา

 

 

 

เมื่อท่านพบปะ สนทนากับคนตาบอด และอยากช่วยคนตาบอดอย่างเหมาะสม
รวบรวมจากประสบการณ์และจากหนังสือที่ระลึกเปิดศูนย์พัฒนาอาชีพคนตาบอด 23 ก.ย. 2530
โดย นางสาวพัชรานิษฐ์ เพ็ชรแท้ อดีตหัวหน้าศูนย์การศึกษาและฟื้นฟูสมรรถภาพคนตาบอด จังหวัดร้อยเอ็ด มูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดฯ


******************************************************************
คนจำนวนมากรู้สึกไม่แน่ใจว่าจะพูดคุย ช่วยเหลือคนตาบอดได้อย่างไร ข้อเสนอแนะต่อไปนี้คงจะเป็นประโยชน์ต่อท่านที่สนใจ คนใกล้ชิดและคนตาบอดเอง
คนตาบอด ก็เหมือนเช่นสามัญชนทั่วไป มีความรู้สึก นึกคิดความต้องการต่าง ๆ ไม่แตกต่างจากท่าน
คนตาบอดส่วนใหญ่ (หากไม่พิการซ้ำซ้อน เช่น หูหนวกร่วมด้วย) ยังมีประสาทหูเป็นปกติท่านสามารถพูดคุยกับคนตาบอดได้โดยตรง เหมือนคนหูปกติทั่วไป ไม่จำเป็นต้องพูดผ่านคนอื่นถ้าเขาอยู่ที่นั่นด้วย
ไม่พูดในทางสมเพช เวทนาเขา
ไม่ชมคนตาบอดอย่างเลอเลิศ เพียงเพราะเขาสามารถทำกิจกรรมบางอย่างได้เหมือนคนทั่วไป เช่น ยกกระเป๋าเองได้ หมุนโทรศัพท์เองได้ จำเสียงท่านได้
คนตาบอดบางคนมีความสามารถที่โดดเด่นเป็นพิเศษ เพราะเขาได้รับโอกาส ผ่านการฝึกฝนพัฒนาสมรรถภาพที่ซ่อนเร้นอยู่ในมนุษย์ทุกคน และได้นำออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์
ท่านสามารถใช้ภาษาต่าง ๆ ที่ใช้ตามปกติ หากการสนทนาจะนำไปสู่เรื่องนั้น เช่น คำว่า "เห็น" "มอง" "ดู" หรือ "ตาบอด" ไม่จำเป็นต้องเลี่ยงคำนี้
หากท่านเดินผ่านคนตาบอด หรือเข้าไปในห้องที่คนตาบอดนั่งอยู่ ขอให้ท่านพูดสักคำ สองคำหรือทักทาย เพื่อให้เขาทราบว่าท่านเดินผ่าน หรือเข้ามาในห้องแล้ว
เมื่อพบคนตาบอดหรือจะอำลา ควรทักทาย หรือบอกด้วยว่าท่านจะไปแล้ว ไม่ควรจากไปเงียบ ๆ ทำให้คนตาบอดเข้าใจว่าท่านยังอยู่ การจับมือ หรือแตะแขน แตะบ่า ตามความเหมาะสม แก่วัย และฐานะ จะเป็นการแสดงแทนรอยยิ้ม
ท่านไม่จำเป็นต้องถามคนตาบอดว่า "จำฉันได้ไหม" ท่านควรบอกเขาไปเลยว่าท่านเป็นใคร หากท่านเข้าใจว่าคนตาบอดรู้จักท่านแล้วก็ไม่จำเป็นต้องบอก หากอยู่ในสถานที่เสียงดัง ควรบอกสักนิดว่า ท่านเป็นใคร
ในงานต่าง ๆ กรุณาบอกคนตาบอดด้วยว่า เวทีอยู่ตรงไหน มิฉะนั้น เขาจะหันไปทางเสียง / ลำโพง ที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด หากเข้าห้องประชุม ท่านอาจบอกเขาว่า ห้องกว้างเพียงใด มีคนมากน้อยเพียงใด มีเหตุการณ์ ความเคลื่อนไหวอะไรบ้าง ที่น่าสนใจ ฯลฯ
การบกพร่องทางการมองเห็นมีหลายระดับ ตั้งแต่การเห็นเลือนลาง ทำกิจกรรมต่าง ๆ โดยใช้สายตาได้ใกล้เคียงคนสายตาปกติ ตาบอดและรับแสงสว่างได้ จนถึงตาบอดรับไม่ได้แม้แต่แสง
ท่านอาจสังเกตจากบุคลิก ท่าทางของเขา และถามตรง ๆ ได้ จะช่วยให้รู้ความสามารถในการมองเห็น และความต้องการการช่วยเหลือว่าจะให้ช่วยอะไร ให้ช่วยอย่างไร หรือไม่

เมื่อท่านจะนำทางคนตาบอด
ุ คนตาบอดจำนวนมากในปัจจุบัน รู้วิธีการที่ต้องขอให้ท่านถามคนตาบอด และปฏิบัติตามที่คนตาบอดบอก
ท่านว่าจูงอย่างไร คนตาบอดจึงจะปลอดภัยและสง่างาม หรือ
ุ ท่านควรให้คนตาบอดจับแขนหรือข้อศอกเล็กน้อย หรือจับข้อมือ (กรณีเป็นเด็กเล็กมาก) แล้วท่านเดินไปตาม
ปกติ ท่านจะเดินไปข้างหน้าคนตาบอดครึ่งก้าว เขาจะสามารถเดินตามท่านได้ดี ตอนจะผ่านทางแคบขอให้
เบี่ยงแขนไปข้างหน้าจนกว่าจะพ้นทางแคบ จึงเดินตามปกติเวลาขึ้นลงเขาก็จะรู้สึกได้จากการก้าวขึ้นลงของ
ท่านเมื่อจะพาคนตาบอดไปนั่ง เพียงแต่จับมือเขาไปวางบนพนักเก้าอี้ หรือที่วางแขน เขาก็จะนั่งเองได้ อย่า
จับเขาหันมาแล้วดันให้นั่งลง
ุ ถ้าท่านเห็นคนตาบอดกำลังจะข้ามถนน หรือกำลังรอรถประจำทางอยู่ กรุณาเข้าไปถามว่าจะให้ช่วยอะไร
หรือไม่ อาจมีบางคนไม่ต้องการความช่วยเหลือ แต่คนตาบอดส่วนใหญ่ต้องการ
ุ เมื่อจะพาคนตาบอดข้ามถนน พยายามเดินตรงไปข้างหน้า หากเดินเฉเมื่อถึงฝั่งตรงข้ามเขาจะสับสน
ไม่แน่ใจว่าอยู่ตรงไหน
ุ ประตูหน้าต่างใกล้บ้าน หรือสำนักงาน ไม่ควรเปิดค้างไว้ ควรเปิดหรือปิดชิดไปเลย มิฉะนั้นคนตาบอดจะ
เดินชน
ุ หากท่านวางสิ่งใดไว้ตรงไหน จนคนตาบอดคุ้นเคย หากท่านย้าย ควรบอกคนตาบอดให้รู้ตำแหน่งใหม่ด้วย
เมื่อท่านจะช่วยบริการเครื่องดื่ม อาหาร
- คนตาบอดตักอาหารรับประทานเองได้เหมือนคนทั่วไป
- หากท่านจะรินน้ำ หรือตักอาหารใส่จานให้คนตาบอด ไม่ควรรินหรือตักจนเต็มหรือล้นปรี่
- ท่านอาจถามคนตาบอดได้ด้วยว่า เขาต้องการอะไร มากน้อยเพียงใด แทนที่ท่านจะตัดสินใจตักให้เขาเองทุกอย่างทุกครั้งไป
- เมื่อท่านตักอาหารบริการคนตาบอด กรุณาบอกตำแหน่ง ช้อนส้อม แก้วน้ำ ถ้วยกาแฟ - ส่วนอาหารในจานหรืออาหารในถ้วยต่าง ๆ ควรจะใช้ระบบนาฬิกา เช่น ข้าวอยู่ 6 โมงเช้า ส้มตำอยู่ 9 โมงเช้า ไก่ย่างอยู่เที่ยงตรง ฝรั่งอยู่ บ่าย 3 เป็นต้น
- หากอาหารรสจัด เช่น พริก ปะปน ควรบอกคนตาบอดด้วย หรือตักออก
- เมื่อท่านให้บริการดังกล่าวแล้ว คนตาบอดจะรับประทานตามปกติ ท่านไม่จำเป็นต้องนั่งเฝ้าดูเขาทุกอิริยาบถ

ชีวิตคือโอกาส…..

Life is an opportunity benefit from it. ชีวิตคือโอกาส จงใช้โอกาสให้เกิดประโยชน์
Life is a beauty, admire it. ชีวิตคือความงาม จงรับความงดงามแห่งชีวิตไว้
Life is bliss, taste it. ชีวิตคือรสชาด จงลิ้มรสชาดของชีวิต
Life is dream, realize it. ชีวิตคือความฝัน จงสร้างฝันให้เป็นจริง
Life is challenge, meet it. ชีวิตคือความท้าทาย จงค้นหามันให้เจอ
Life is duty, complete it. ชีวิตคือหน้าที่ จงทำหน้าที่ของชีวิตให้สมบูรณ์
Life is game, play it. ชีวิตคือการละเล่น จงสนุกสนานกับชีวิต
Life is costly, care for it. ชีวิตมีราคาแพง จงดูแลชีวิต
Life is wealth, keep it. ชีวิตคือสิ่งมีค่า จงรักษาชีวิต
Life is love, enjoy it. ชีวิตคือความรัก จงมีความสุขกับความรัก
Life is mystery, know it. ชีวิตคือความลึกลับ จงแสวงหาและทำความรู้จักกับชีวิต
Life is a promise, fulfill it. ชีวิตคือพันธะสัญญา จงเติมเต็ม
Life is sorrow, overcome it. ชีวิตคือความผิดหวัง เสียใจ จงเอาชนะให้ได้
Life is a song, sing it. ชีวิตคือบทเพลง จงขับขานบทเพลงแห่งชีวิต
Life is a struggle, accept it. ชีวิตมีอุปสรรค จงยอมรับมัน
Life is tragedy, confront it. ชีวิตคือโศกสลด จงกล้ายืนหยัด เผชิญหน้ากับมันให้ได้
Life is an adventure, dare it. ชีวิตคือการผจญภัย จงกล้าหาญ
Life is luck, make it. ชีวิตคือโชค จงสร้างโชคให้ได้
Life is too precious, do not destroy it. ชีวิตเป็นสมบัติล้ำค่า จงอย่างทำลาย
Life is life, fight for it! ชีวิตคือชีวิต จงสู้เพื่อชีวิต


- MOTHER TERESA