ผู้เขียน นายสถาพร มงคลศรีสวัสดิ์ : ประธานมูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอด ฯ ประจำจังหวัดร้อยเอ็ด
******************************************************
1. บทนำ
จากการสำรวจของสำนักสถิติแห่งชาติร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข เมื่อปี 2534 พบว่ามีคนพิการทั่วประเทศประมาณ
1.1 ล้านคน ในจำนวนนี้มีคนพิการวัยทำงานประมาณ 685,000 คน ปัจจุบันคาดว่ามีคนพิการในประเทศไทยอยู่ประมาณ
5 - 6 ล้านคน เมื่อประเมินตามสัดส่วนแล้วจะมีผู้พิการวัยทำงานทั่วประเทศถึง 3 ล้านคน ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในชุมชนชนบท ขาดโอกาสที่จะได้รับการศึกษา การฟื้นฟูด้านอาชีพ และขาดโอกาสที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานหรือประกอบอาชีพอิสระได้
แม้ว่ารัฐบาลได้ตราพระราชบัญญัติการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. 2534 ึ้นเพื่อคุ้มครองสงเคราะห์พัฒนาและฟื้นฟู
คนพิการ และบัญญัติถึงเรื่องสิทธิของคนพิการไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 รวมถึงปฏิญญา
ว่าด้วยสิทธิคนพิการไทย ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2541 ว่า "คนพิการมีสิทธิและโอกาสได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพในทุกระดับ ทุกรูปแบบของจัดการศึกษาตามความต้องการ ของคนพิการอย่างเท่าเทียมกับบุคคลทั่วไป ทั้งการศึกษาในระบบ นอกระบบ และการศึกษาต่อเนื่องตลอดชีวิต โดยไม่มีการจำกัด กีดกันเลือกปฏิบัติ หรือข้อยกเว้นใดๆ " แต่เนื่องจากสังคมยังไม่มีความเข้าใจในคนพิการดีพอ คนพิการเหล่านี้มักจะถูกกีดกันออกจากสังคม ถูกรังเกียจ ถูกริดรอนสิทธิต่าง ๆ บริการต่าง ๆ ที่จัดให้ก็ยังมีขอบเขตที่จำกัด โดยเฉพาะผู้อยู่ในชนบทที่ห่างไกล

2. วัตถุประสงค์
2.1 ให้ผู้พิการสามารถพึ่งตนเองได้และมีส่วนร่วมในสังคม ในทุกโอกาส
2.2 ส่งเสริมพัฒนาการจัดการศึกษาวิชาชีพโดยให้ครอบครัวและชุมชน มีส่วนร่วมทุกขั้นตอนบนพื้นฐานทางวัฒนธรรมชุมชน
2.3 สร้างทางเลือกหลากหลายในการศึกษาวิชาชีพ ตามความสนใจ ภายใต้สภาพแวดล้อมและทรัพยากรในชุมชน
2.4 ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการจัดการศึกษา

3. กลุ่มเป้าหมาย
"ผู้พิการทุกประเภท ที่จบการศึกษาระดับประถมศึกษาขึ้นไป มีความสนใจและต้องการศึกษาทักษะวิชาชีพต่าง ๆ"

4. กลยุทธในการจัดการศึกษา
4.1 การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ( Accessibility ) ปัญหาหนึ่งของการจัดการการศึกษาสำหรับคนพิการคือ ปัญหาทางสังคมที่ พ่อ แม่ มักปิดบังไม่ยอมเปิดเผยว่ามีลูกหลานของตนเองเป็นคนพิการ และคนพิการเองก็มีข้อจำกัดในการเดินทางมารับบริการทางการศึกษา
กลยุทธ์ ที่ประสบผลสำเร็จ คือรุกเข้าไปถึงพื้นที่ที่ครอบครัว และชุมชนของคนพิการอยู่อาศัยให้ความรู้ ความเข้าใจ และ เจตคติที่ดีแก่ครอบครัวญาติพี่น้อง เพื่อนบ้าน ของคนพิการ หน่วยงานในชุมชนตลอดจนผู้นำชุมชน เป็นต้น แล้วชักจูงให้เห็นความสำคัญของการศึกษา แล้วจึงนำการศึกษาตามไปภายหลัง
4.2 การทำงานกับเครือข่าย ( Net Working ) โดยร่วมมือกับองค์กรเอกชน ( NGO ) หน่วยงานของ
รัฐ เช่นประชาสงเคราะห์ , สาธารณสุข , กองการศึกษาพิเศษ จะทำให้การจัดการศึกษามีประสิทธิภาพและประสิทธิผล มากขึ้น เนื่องจากการจัดการศึกษาต้องดำเนินการพัฒนาด้านอื่น ๆ พร้อม ๆ กันไป เช่น การฟื้นฟูสมรรถภาพด้านการแพทย์และอนามัย ด้านอาชีพ สิทธิต่างๆ ตามกฎหมาย เป็นต้น
นอกจากนี้การสร้างเครือข่าย ยังเป็นการใช้ทรัพยากรร่วมกัน ( Share Resource) ทำให้โครงการ
ประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการได้มาก
4.3 ให้ครอบครัวและชุมชนมีส่วนร่วม ในการจัดการศึกษา ( Community Based Approach )
ครอบครัวและชุมชนอยู่ใกล้ชิดและผูกผันกับกลุ่มเป้าหมายมาก ดังนั้น การให้ชุมชนและครอบครัวมีส่วนร่วมคิด, ร่วมตัดสินใจ ,ร่วมดำเนินการ ,ร่วมประเมินผล จะก่อให้เกิดความร่วมมือ ร่วมใจ ซึ่งจะนำไปสู่การพึ่งพาตนเอง ความภูมิใจ และการอยู่รวมกันในชุมชนชนบทอย่างมีความสุข
ถ้าครอบครัวไม่ยอมรับ ไม่ให้ความร่วมมือหรือไม่เปิดโอกาสให้คนพิการแสดงความสามารถและมีส่วนร่วมในกิจกรรมของครอบครัวแล้ว การจัดการศึกษาสำหรับคนพิการก็ยากที่จะประสบผลสำเร็จ
4.4 การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ( Appropriate Technology ) เป็นส่วนสำคัญในการสร้างความ
สำเร็จของการจัดการศึกษา โดยเฉพาะการเข้าถึงสื่อการเรียนรู้จากอินเตอร์เน็ต เพื่อให้ได้ข้อมูลที่กว้างขวางหลากหลาย ในการพัฒนาอาชีพให้มีคุณภาพ และก้าวตามความต้องการของตลาดแรงงานในปัจจุบัน
เทคโนโลยีที่ใช้ไม่จำเป็นต้องเป็นเทคโนโลยีใหม่ ราคาแพง แต่มีความเหมาะสมคุ้มค่า เพื่อใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ที่หลากหลาย และตอบสอนงต่อความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย

5. สรุป
คนพิการนั้นมีความปรารถนาที่จะเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ต้องการเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมต้องการพึ่งพาตนเอง ไม่ต้องการทำตัวเป็นภาระของครอบครัวและสังคม
ต้องการการศึกษา ต้องการมีงานทำ มีรายได้เป็นของตนเอง ต้องการเป็นผู้ให้มิใช่เป็นแต่เพียงผู้รับ ต้องการเป็นผู้เสียภาษีให้รัฐเช่นเดียวกับสมาชิกอื่นของสังคม และประการสุดท้ายต้องการโอกาส มิใช่รับแต่การกุศล (Chance not Charity)
ภาระกิจการจัดการศึกษานอกโรงเรียน สำหรับคนพิการ จึงเป็นงานที่ท้าทาย ต่อผู้บริหารการศึกษาของกรมการศึกษานอกโรงเรียน และบุคลลากรที่ปฏิบัติงานการศึกษานอกโรงเรียนทุกระดับ ในปัจจุบัน และน่าภูมิใจที่ได้มีส่วนในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนพิการไทย

**********************************