ผู้พิการทางสายตาสามารถดำรงชีวิตและดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างมีสุข สังคมยอมรับ ผู้มีส่วนร่วมในทุกด้านภาคภูมิใจ องค์กรที่ชัดเจนและโปร่งใส
มีการจัดการอย่างมีคุณภาพ



ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับว่า การพัฒนากระแสหลัก (Mainstream Development) ได้ส่งผล กระทบต่อวิถีการดำเนินชีวิตของประชากรในหลายส่วนของโลก ได้มีการประมาณการว่าประชากรของโลกกว่า 1.3 พันล้านคนต้องตกอยู่ในสภาวะที่ยากจนข้นแค้น ซึ่งหากปล่อยให้ภาวะการณ์ของโลกดำเนินต่อไปเช่นนี้ สังคมโลกจะไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุข โดยเฉพาะกลุ่มผู้ด้อยโอกาส กลุ่มผู้อ่อนแอ กลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มผู้พิการ จะไม่สามารถเข้าถึงโอกาสแห่งการพัฒนาได้ สังคมก็จะอยู่อย่างแตกแยก (Social disintegration) (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. 2540 : 3) ข้อมูลประมาณการมีผู้พิการในโลกมีจากหลายแหล่ง แต่ข้อมูลที่ได้รับการอ้างถึงมากที่สุด คือข้อมูลของ Helander โดยองค์กรอนามัยโลกในปี พ.ศ.2519 คาดประมาณว่า มีจำนวนผู้พิการประมาณร้อยละ 10 ของประชากรโลก จากการสำรวจ 55 ประเทศ มีสถิติผู้พิการหลากหลายตั้งแต่ร้อยละ 0.2 ถึง 21 ของประชากรแต่ละประเทศ ความแตกต่างกันมากนี้ แสดงถึงการขาดคำจำกัดความที่เป็นมาตรฐานกลาง และวิธีสำรวจที่แตกต่างกัน ซึ่งHelander ได้วิเคราะห์ข้อมูลอีกครั้งแล้วนำเสนอสถิติเฉพาะผู้พิการที่มีระดับปานกลางจนถึงรุนแรง (Moderate and Severe Disability) นั้นคือ จำนวนผู้พิการที่มีระดับปานกลางจนถึงรุนแรง ในปี พ.ศ.2533 ประมาณร้อยละ 5.21 ของประชากรโลก หรือประมาณ 93 ล้านคน โดยมีแนวคิดว่าสถิติประมาณการนี้จะนำมาใช้ในการจัดการบริการให้เพียงพอและเหมาะสม Helander มีความเห็นว่าผู้พิการที่มีระดับปานกลางจนถึงรุนแรง เป็นกลุ่มที่ต้องการแผนงานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้พิการ (Rehabilitation Program) เพื่อบริการฟื้นฟูสมรรถภาพด้านอาชีพ (สำนักงานสถิติแห่งชาติ. 2542 : 3-4)

สำหรับประเทศไทย ในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลได้ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจมากกว่าการพัฒนาทางสังคม ซึ่งเป็นไปตามกระแสการพัฒนาของเศรษฐกิจโลก ในช่วงของแผน 8 แนวคิดการพัฒนาได้เริ่มเปลี่ยนทิศทางตามแนวคิดของในการพัฒนามนุษย์ที่ยั่งยืนของโครงการการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ที่ยืนยันไว้ว่า หัวใจสำคัญของการพัฒนามนุษย์ที่ยังยืน คือ การที่ให้มนุษย์ทุกคนมีสิทธิที่จะเข้าถึงโอกาสของการพัฒนาทั้งในปัจจุบันและในอนาคต การพัฒนาเพื่อเปิดโอกาสให้มนุษย์สามารถปรับเปลี่ยนคุณค่า ความเป็นอยู่ของกลุ่มผู้ด้อยโอกาสและกลุ่มผู้พิการ มีความเป็นอยู่ในการดำเนินชีวิตให้เป็นไปอย่างปกติสุข (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. 2540 : 17) ผู้พิการในประเทศไทยเพิ่งได้รับความสนใจเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2520 ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ถูกปล่อยปะ ละเลย ผู้พิการต้องเผชิญและประสบกับปัญหาการดูหมิ่นดูแคลน การดูถูกเหยียดหยามรวมทั้งสังคมมีทัศนคติในทางลบต่อผู้พิการตลอดมา และเมื่อผู้พิการส่วนใหญ่ที่ประสบปัญหาต่าง ๆ ที่กล่าวมาผู้พิการก็ต้องปิดบัง ซ่อนเร้น เก็บตัวและเป็นภาระทางครอบครัวและสังคม ขาดโอกาสในการมีส่วนร่วมกับชุมชนและสังคม ขาดโอกาสในทางการศึกษา ขาดโอกาสในการเสริมทักษะและการประกอบอาชีพ ขาดโอกาสในทางการมีสิทธิมนุษย์ชน พื้นฐาน ซึ่งกลุ่มผู้พิการเหล่านี้เป็นผู้ด้อยโอกาสทางสังคม สมควรที่จะได้รับการช่วยเหลือ สนับสนุนและส่งเสริมให้ผู้พิการเหล่านี้ได้มีโอกาสในการดำเนินชีวิตเหมือนอย่างเช่นคนปกติทั่วไป มิฉะนั้นก็จะก่อให้เกิดปัญหาที่จะตามมาในภายภาคหน้าได้ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2534 รัฐบาลได้มีการประกาศใช้ "พระราชบัญญัติการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้พิการ" เพื่อส่งเสริมให้ผู้พิการได้รับโอกาส สิทธิในการสงเคราะห์ การพัฒนาและการฟื้นฟูสมรรถภาพ ในด้านต่าง ๆ โดยมีกรมประชาสงเคราะห์เป็นผู้รับผิดชอบ
โดยเฉพาะสถิติจำนวนผู้พิการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากเรื่อยๆ ตั้งแต่ พ.ศ. 2529 ถึง พ.ศ. 2539 สัดส่วนผู้พิการต่อประชากรทั้งประเทศเพิ่มมากขึ้นมากกว่า 2 เท่า โดยในปี พ.ศ. 2529 มีจำนวนผู้พิการจำนวน 0.4 ล้านคนหรือร้อยละ 0.7 ของประชากรโดยรวม ในเวลา 10 ปี คือในปี 2539 จำนวนผู้พิการได้เพิ่มขึ้นเป็น 1.0 ล้านคน หรือร้อยละ 1.7 ของประชากรทั้งประเทศ (สำนักงานสถิติแห่งชาติ. 2542 : 84) และมีแนวโน้มว่าสัดส่วนผู้พิการมีแนวโน้มจะสูงมากขึ้น ปัญหาของผู้พิการที่มีอยู่หลายประการ ตั้งแต่เจตคติในครอบครัว ชุมชน และสังคม ต่อผู้พิการรวมทั้งเจตคติของผู้พิการต่อความพิการและสังคมยังไม่เหมาะสม การให้บริการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้พิการทั้ง 4 ด้าน คือ ทางด้านการแพทย์ ทางด้านการศึกษา ทางด้านอาชีพ และทางด้านสังคม ยังไม่เพียงพอกับความต้องการและขาดแคลนบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งยังมีกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ หลายอย่างที่ยังคงกีดกัน จำกัดสิทธิ และเลือกปฏิบัติต่อผู้พิการในสังคมไทย ที่สำคัญยังขาดองค์ความรู้ ขาดการดำเนินงานด้านการศึกษา วิจัย เกี่ยวกับผู้พิการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยเฉพาะการวิจัยเกี่ยวกับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้พิการทางการมองเห็นในชุมชนชนบท



ผู้พิการทางการมองเห็น เป็นผู้พิการที่มีปัญหาและอุปสรรคในการประกอบอาชีพอย่างมาก ข้อจำกัดในการมองเห็นทำให้ความสามารถในการประกอบอาชีพทำได้เพียงบางอย่าง ถ้ามีการแข่งขันระหว่างผู้พิการทางการมองเห็นกับคนสายตาปกติ ผู้ว่าจ้างจะจ้างคนสายตาปกติเข้าทำงานมากกว่า ทำให้ผู้พิการทางการมองเห็นต้องประสบกับความยากลำบากในการประกอบอาชีพเพื่อหารายได้มาเลี้ยงครอบครัว
แบ่งปัญหา และความต้องการหลักในการดำรงชีวิตของผู้พิการทางการมองเห็นไว้ 4 ประเภท คือ
1. ปัญหา และความต้องการทางการแพทย์ ผู้พิการเกือบร้อยละ 80 ในชนบท มักจะไม่ได้รับการดูแลรักษาให้หายได้ หรือป้องกันได้
2. ปัญหา และความต้องการทางการศึกษา ผู้พิการส่วนมากจะมีฐานะยากจน และรัฐไม่สามารถกระจายบริการด้านการศึกษาพิเศษแก่ชุมชนได้เพียงพอ
3. ปัญหา และความต้องการทางการอาชีพ ผู้ที่พิการไม่มากถึงขั้นทำอะไร ไม่ได้ส่วนมากต้องการมีอาชีพ และรายได้เป็นของตนเอง เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ครอบครัวและสังคม แต่เจตคติของสังคมไม่เอื้ออำนวยโอกาสให้ผู้พิการแสดงความสามารถ ประกอบกับผู้พิการส่วนมากขาดความรู้ความชำนาญ
4. ปัญหา และความต้องการทางสังคม ผู้พิการส่วนมากต้องการเข้าไปมี ส่วนร่วม มีความรับผิดชอบในสังคม และได้ใช้หรือรับบริการต่าง ๆ เช่นคนทั่วไป แต่เจตคติของสังคมไม่เอื้ออำนวยโอกาสนั้น
เงื่อนไขตามสถานการณ์ข้างต้นเป็นการริรอนสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้พิการทางการมองเห็น นอกจากไม่ก่อให้เกิดความเท่าเทียมกันของบุคคลแล้ว ยังเป็นปัจจัยบั่นทอนความปรารถนาที่จะดำเนินชีวิต และต่อสู้อุปสรรคต่าง ๆ อีกด้วย (สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย. 2541 : 1-3) ในประเทศไทย จำนวนผู้พิการทางการมองเห็นยังไม่ได้มีการสำรวจจริงจัง ตัวเลขที่มี เป็นเพียงการคาดประมาณ เช่น กระทรวงสาธารณสุข ได้ประมาณผู้พิการทางการมองเห็นทั่วประเทศว่ามีมากกว่าแสนคน จากประชากรทั้งประเทศ และสถิติผู้พิการทางการมองเห็นขององค์การอนามัยโลก ซึ่งตีพิมพ์ใน The Rehabilitation Decade : Rehabilitation Internation, New York , U.S.A. มีจำนวนประมาณร้อยละ 2 ของประชากรโลก ซึ่งถ้าหากใช้ประมาณการนี้ในประเทศไทย จากประมาณประชากร 60 ล้านคน จะมีผู้พิการทางการมองเห็นถึง 1.2 ล้านคน ในประเทศที่เจริญแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา และหลายประเทศในยุโรป ผู้พิการทางการมองเห็นได้รับการสนับสนุนให้มีการศึกษา สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองได้ สามารถทำประโยชน์ต่าง ๆ ให้กับสังคมได้เหมือนคนปกติทั่วไป เพราะการศึกษาได้พัฒนาสติปัญญาของมนุษย์ให้มีความเฉลียวฉลาดรอบรู้ ผู้ที่มีการศึกษาย่อมมีโอกาสเลือกงานที่ดี ที่เหมาะสมกับตัวเอง ผู้พิการทางการมองเห็นก็เป็นผู้พิการประเภทหนึ่งที่หากได้รับการศึกษาแล้ว จะมีโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิต และเจริญก้าวหน้าได้ สำหรับการบริการด้านการศึกษาสำหรับผู้พิการทางการมองเห็นในประเทศไทย จะมีศูนย์รวมอยู่ที่กรุงเทพฯ และในจังหวัดไม่กี่แห่ง และสามารถรับผู้เข้าเรียนได้เพียงเล็กน้อย การจำกัดสิทธิ และโอกาส ย่อมเป็นการจำกัดการพัฒนาศักยภาพในตัวผู้พิการทางการมองเห็นด้วย

ศูนย์ฯ มีความสนใจว่า ผู้พิการทางสายตา สามารถมีชีวิตที่มีความสุขตามควรแก่อัตภาพได้หรือไม่ ถ้ามีปัญหาผู้พิการเหล่านี้จะสามารถช่วยเหลือตนเองได้อย่างไร มีปัญหาใดบ้างที่ หน่วยงานซึ่งให้บริการ (Service providers) สามารถช่วยเหลือเขาได้และช่วยอย่างไร

 

Home